|
HR Solutions
|
|
เมื่อผู้จัดการฝ่ายบุคคลกินตามน้ำ
โดย ดิลก ถือกล้า
คำถาม ดิฉันเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ในการดูแลสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดทั้งในบริษัท ยกเว้นสัญญาที่เกี่ยวกับงานบริหารบุคคลโดยตรง เช่น สัญญาจ้างที่ปรึกษา สัญญาจ้างบริษัทเฮดฮันเตอร์ จะเป็นฝ่ายบุคคลเขาดูแลเอง แต่เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันได้ข่าวระแคะระคายว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้กินตามน้ำกับบริษัทจัดหาคน โดยการรับส่วนแบ่งจากค่าจัดการจากบริษัทเหล่านั้นประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ของค่าทำงานที่บริษัทดิฉันจ่ายให้กับบริษัทจัดหางาน ที่ผ่านมาเราไ ด้มีการจ้างงานในตำแหน่งที่มีเงินเดือนสูงหลายตำแหน่ง เนื่องจากการขยายงาน เพราะธุรกิจของบริษัทดิฉันเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา พอเริ่มทราบเรื่อง ดิฉันพยายามหาข้อมูลในทางลึก แล้วก็ได้ข้อพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริง ดิฉันรับเรื่องอย่างนี้ไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่ใช่หน้าที่โดยตรง จะเข้าไปคุยกับนายใหญ่ก็ลำบากเพราะตัวผู้จัดการฝ่ายบุคคลคนนี้ค่อนข้างเป็นที่โปรดปรานของนายใหญ่ ด้วยการเป็นคนช่างประจบและเข้าไปเฝ้านายทุกวัน แต่ถ้าจะปล่อยให้เงียบเฉย ดิฉันคิดว่าไม่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการทุจริตคดโกงอย่างชัดเจน ดิฉันเลยอยากขอคำแนะนำคุณดิลกในเรื่องนี้ด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ – ปราย
คำตอบ คุณปรายครับ ในฐานะที่ผมทำงานอยู่ในวงการนี้มานับยี่สิบปีกว่า ผมจะรู้สึกอายและเศร้าใจทุกครั้งที่ได้ยินหรือได้รับทราบว่าคนในวงการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีการทุจริตทั้งตามน้ำหรือทวนน้ำก็ตามแต่ เพราะมันเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่น่าจะเป็นตัวอย่างหรือเป็นบุคคลที่พนักงานควรจะไว้วางใจได้เมื่อเขาต้องการที่พึ่งพิง เมื่อหลายปีก่อน ผมเองก็ได้เคยขัดใจกับเพื่อนที่เคยรู้จักกันตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยเพราะผมดันไปแสดงความไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่คนที่ดูแลงานด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์แล้วมาตั้งบริษัทรถตู้เข้ามาวิ่งรับส่งพนักงาน เพราะนี่มันเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย เป็นการชงเองกินเอง อย่างนี้จะควบคุมต้นทุนหรือให้เกิดการบริการที่ดีได้อย่างไร ปรากฎว่าเจ้าเพื่อนผมคนนี้ก็ทำอย่างนี้อยู่โดยที่ผมไม่ทราบ เขาโมโหผมใหญ่เลยหาว่าผมต้องการประจานทำให้เขาเสียหน้า ผมละอึ้งไปเลย กลายเป็นว่า การพูดถึงความดีงามความถูกต้องเป็นเรื่องไม่ถูกกาละเทศะไปเสียแล้ว เรื่องที่คุณปรายเจออยู่ตอนนี้ ผมเข้าใจว่าที่บริษัทอาจจะยังไมได้ทำเรื่องการนำเรื่องการปรับใช้จรรยาบรรณในการทำงานมาทำอย่างเต็มรูปแบบ เต็มกระบวนการนะครับ เพราะถ้ามีการปรับใช้ก็น่าจะมีเรื่องของการทำฮอตไลน์สายด่วนร้องเรียนเรื่องพวกนี้ได้ เมื่อไม่มี ผมคิดว่า คงจะต้องใช้วิธีการแบบแยบยลเพื่อให้เรื่องนี้เข้าสู่สายตาของผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งผมมองว่า คูณปรายอาจจะต้องใช้แนวทางทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผยไปพร้อมๆกันได้นะครับ อย่ามองว่าการทำโดยไม่เปิดเผยเป็นเรื่องไม่ดีนะครับ เพราะเราทำโดยมโนสุจริตเพื่อรักษาความถูกต้องเอาไว้ ซึ่งวิธีที่ผมพอให้ความเห็นได้ก็เช่น การใช้ผู้เสียหายชงเรื่องขึ้นมา กรณีนี้คุณปรายต้องมั่นใจว่ามีผู้เสียหายเกิดขึ้นจริง เพราะผมเชื่อว่า การที่เขาทำอย่างนี้ได้ แปลว่าเขาจะต้องเคยคุยกับบริษัทเฮดฮันแตอร์มากกว่าหนึ่งบริษัท และต้องมีบริษัทที่เขาไม่เล่นด้วยแล้วก็ไม่ไดรับการว่าจ้าง ลองพยายามสืบดูบริษัทที่เคยเข้ามาเสนอตัวหรือเคยให้บริการครั้งสองครั้งแล้วไม่ได้มาอีกดูนะครับ เราอาจจะได้เบาะแส จากนั้นคุณปรายก็ใช้ความสามารถในการเจรจาต่องรองของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ขอให้เขาทำเรื่องร้องเรียนมาที่คุณปรายก็ได้ เพื่อคุณปรายจะได้เอาเรื่องชงไปถึงนายใหญ่เพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้ การใช้แนวทางบัตรสบเท่ห์ เป็นแนวทางที่ผมไม่เห็นด้วยนัก แต่ถ้าดูแล้วไม่มีใครตั้งเรื่องได้ ก็คงต้องใช้ วิธีการนี้ โดยบัตรสนเท่ห์ที่จะได้รับความสนใจ จะเป็นบัตรสนเท่ห์ที่เขียนอย่างเป็นทางการ ใช้ภาษาสุภาพ ไม่มีโทนของการกล่าวหาแต่เป็นโทนของการให้ข้อเท็จจริง รวมทั้งมีการระบุเหตุการณ์ได้อย่างชัดจน หากมีบัตรสนเท่ห์โทนนี้แล้ว มักจะสะดุดตาผู้บริหารแล้วนำไปสู่การสอบสวน นอกจากวิธีการแบบปิดลับข้างต้นแล้ว โดยตำแหน่งของคุณปรายก็สามารถนำเสนอเรื่องการจัดทำกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส โดยเสนอว่า การจัดซื้อจัดจ้างจากนี้ไปไม่ว่าของหน่วยงานไหน ในมูลค่าที่เป็นตั้งแต่กี่บาทขึ้นไป จะต้องมีคณะกรรมการจากหลายฝ่ายเข้ามาร่วมพิจารณา และต้องมีผู้เสนออย่างน้อย 3 ราย รวมทั้งให้มีระบบการร้องเรียนจากผู้เข้าเสนองานกับบริษัทเพื่อความโปร่งใส อย่างนี้ก็จะเป็นการช่วยได้อีกทางหนึ่งที่ทำให้เขาชะงักและชลอการทำอะไรไม่ดีๆได้ ลองคิดหาวิธีการอื่นในแนวทางคล้ายอย่างนี้ดูนะครับ และขอเอาใจช่วยคนดีที่มีความกล้าหาญอย่างคุณปรายครับ ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ HR Solution ผู้จัดการรรายสัปดาห์ เดือนมิถุนายน 2552
|