|
HR Solutions
|
|
พี่เลี้ยงครับ ผมรักพี่แล้วครับ
โดย ดิลก ถือกล้า
คำถาม ผมเป็นคนวางระบบพี่เลี้ยงให้กับบริษัทนี้เพื่อให้พนักงานใหม่เกิดการเรียนรู้อย่างถูกต้อง โดยพี่เลี้ยงแต่ละคน เราจะคัดมาจากพนักงานที่เป็นระดับดาวเด่นของบริษัท มีความรู้ความเข้าใจในขอบเขตงานที่ตนเองรับผิดชอบเป็นอย่างดี และจะเป็นคนรุ่นหนุ่มสาว อายุงานอยู่ในช่วง5-8 ปี คนเหล่านี้จะรับผิดชอบหนึ่งพี่เลี้ยงต่อสองพนักงานใหม่ เราเริ่มทำมาได้ประมาณ 4 ปี ผลที่ได้ก็น่าพอใจเพราะว่า คนใหม่ที่ผ่านระบบพี่เลี้ยงสามารถเรียนรู้ได้เร็ว ทำงานดีอย่างที่เราอยากจะเห็น โดยอาศัยการถ่ายทอดประสบการณ์จากพี่เลี้ยงที่ถ่ายทอดทั้งแบบเป็นทางการกับแบบไม่เป็นทางการ แต่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือ มีพี่เลี้ยงคนหนึ่งเป็นผู้หญิง อายุประมาณใกล้ 30 ปี และกำลังจะแต่งงาน เกิดไปมีความรักใคร่ผูกพันกับพนักงานใหม่ผู้ชายซึ่งอายุห่างกันประมาณ 6 ปี เกิดความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ต่อมาว่าที่เจ้าบ่าวจับได้จึงมาอาละวาดที่ทำงานพร้อมขู่จะทำร้ายฝ่ายชาย เกิดเรื่องเกิดราวกัน จนหัวหน้างานพนักงานใหม่คนนั้นต้องสั่งให้หยุดงานเป็นกรณีพิเศษเพื่อความปลอดภัย ผลที่เกิดขึ้นก็คือผู้บริหารส่วนใหญ่ชี้มาที่ผม หาว่าเป็นเพราะระบบที่พี่เลี้ยงของผมไปสร้างเงื่อนไขให้เกิดความใกล้ชิด ทั้งที่กับกลุ่มคนที่ผ่านระบบพี่เลี้ยงแล้วกลายเป็นกำลังหลักขององค์กร เขาก็ไม่พูดถึง ผมถูกกดดันมากจากผู้บริหารคนอื่นให้เลิกระบบนี้ แต่ผมยังเชื่อว่า มันยังดีอยู่ แต่บางครั้งผมก็ท้อเหมือนกัน คุณดิลกคิดว่าควรจะทำอย่างไรดีครับ ควรหยุดหรือพักก่อนดีไหม แล้วผมจะลงโทษทั้งสองคนคือทั้งพี่เลี้ยงและพนักงานใหม่ดีหรือเปล่าเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง อยากฟังความเห็นประกอบการตัดสินใจ ขอบคุณครับ – ปราชญ์
คำตอบ ธรรมชาติของหนุ่มสาวที่ยังมีไฟแล้วได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน มีโอกาสเกิดเรื่องทำนองนี้ได้สูงมากเลยนะครับ เราจะห้ามไม่ให้เกิดขึ้นยากมาก เพราะความรักความชอบพอกัน ไม่ได้เป็นเรื่องของเหตุผล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ การที่เรามาบอกว่ารักคนนั้นเพราะอย่างโน้น รักคนนี้เพราะอย่างนี้ ผมว่าเป็นเรื่องของการหาเหตุผลมาอธิบายความรู้สึกที่ได้เกิดขึ้นแล้วมากกว่าที่จะเป็นเหตุเป็นผลกันจริงๆ กรณีที่คุณปราชญ์ถามมา ผมว่าต่อให้เราไม่ได้มีระบบพี่เลี้ยงก็ตามที ถ้าคนสองคนนี้เขารู้สึกชะตาต้องตรงกันแล้วละก็ ต่อให้เอาภูเขาทะเลมาขวาง เขาก็จะมาหากันจนได้นะครับ สำหรับระบบพี่เลี้ยงไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลยกับการที่ความสัมพันธ์ของเขาสองคนมันพัฒนาไปจนสุกงอมถึงขั้นนั้น ส่วนตัวผมเองแล้ว ผมเชื่อในระบบพี่เลี้ยง เพราะผมคิดว่าธรรมชาติของคนบวกกับลักษณะวัฒนธรรมแบบเอเชีย การเรียนรู้กับผู้ใหญ่กว่าที่เราว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” นั้น จะทำให้สามารถถ่ายทอดทั้งความรู้และวัฒนธรรมองค์กรที่ดีไปพร้อมๆกัน ดังนั้น ผมเห็นว่าคุณปราชญ์ควรต้องยืนยันที่จะให้ทำโปรแกรมนี้ต่อไป โดยขอให้ยกข้อมูลจากของจริงว่า ผลงานและความสามารถของคนที่ได้ผ่านระบบพี่เลี้ยงในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่เข้าก่อนหน้านั้นและยังไม่มีระบบพี่เลี้ยง เพื่อให้เห็นกับแบบเม็ดต่อเม็ด ยิ่งหากระบบการประเมิลผลการปฏิบัตงานของบริษัทคุณปราชญ์มีความน่าเชื่อถือ ก็ให้ใช้ผลการประเมินมาเปรียบเทียบให้เห็นทิศทางการพัฒนาของผลงานอย่างเป็นรูปธรรม แล้วยิ่งที่บริษัทถ้ามีระบบการบริหารดาวเด่นหรือ Talent และปรากฎรายชื่อของคนที่ผ่านระบบพี่เลี้ยงอยู่กันเต็มพรืดในรายชื่อกลุ่มดาวเด่น อย่างนี้เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีแล้วนะครับ อย่าไปฟังการใส่ไฟจากคนอื่นให้มากเลยครับ เพราะมันก็แค่การเมืองในองค์กรเล็กๆน้อยๆเท่านั้น อย่างไรก็ตามเพื่อลดแรงเสียดทาน คุณปราชญ์ก็อาจจะต้องยอมถอยบ้างเพื่อรักษารูปมวยด้วยการไปปรับในรายละเอียด เช่น จัดทำเป็นจรรยาบรรณของการเป็นพี่เลี้ยงถ้ายังไม่มี มีการกำหนดให้พี่เลี้ยงกับพนักงานใหม่เป็นชายหรือหญิงเหมือนกัน กำหนดให้มีคณะกรรมการพี่เลี้ยงอาวุโสเพื่อสอดส่องและติดตามกรณีหากจะมีอะไรที่เริ่มไม่ชอบมาพากล ก็จะได้กระโดดเข้าไปแก้ไขได้ทัน ส่วนเรื่องการลงโทษเขาทั้งสองคน ถ้าถามผมก็ลืมไปได้เลยครับเพราะผมไม่เห็นด้วย เราจะลงโทษเขาด้วยฐานะอะไรละครับ จะว่าประพฤติตนไม่เหมาะสมผมว่าก็ไม่ใช่นะครับ เพราะทั้งคู่ก็ยังโสด และไม่ได้มาแสดงความรักอะไรกันในที่ทำงานลักษณะอนาจารไม่ใช่หรือครับ แทนที่จะลงโทษผมกลับเห็นว่า ควรต้องหาผู้ใหญ่หรือเพื่อนรุ่นพี่ที่เขานับถือไปช่วยปลอบโยน ช่วยหาทางออกดีกว่านะครับ เพื่อรักษาคนเก่งเอาไว้ แต่ผมว่านะครับ เรื่องเกิดถึงขนาดนี้และกว่าผมจะตอบคำถามคุณปราชญ์ ผมไม่รู้ว่าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่อาจจะยื่นใบลาออกไปแล้วก็ได้
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ HR Solution ผู้จัดการรรายสัปดาห์ เดือนกรกฎาคม 2552
|